Monday, September 08, 2008

หวานชัววัน



บ่ายแก่ๆของเย็นวันนั้น อากาศกำลังพอดีๆ แสงแดดเอียงเอนลอดผ่านแมกไม้ ลมเพลินชักชวนใบไม้แห้งให้ผละกิ่ง ร่วงโรยเป็นระยะๆ
ฉันกำลังเดินไปสู่หอสวดมนต์ วันนี้เป็นวันที่ปลอดโปร่งจึงไปก่อนเวลาสักหน่อย เผื่อเวลาในการเดินเปลือยเท้า จงกรมบนพื้นหญ้า สัมผัสแผ่นดินแม่ที่ทำให้เราได้ยืน เดินมาจนโตขนาดนี้ อันที่จริงเราเกิดบนโลกแต่หาเวลาได้สัมผัสโลกกันจริงๆน้อยเหลือเกิน ทางเดินเลาะเลียบไปตามหมู่ไม้ ผิวพื้นทางเดินถูกประพรมไปด้วยสีขาวนวลประไพของดอกปีบ ที่ร่วงอยู่เป็นประจำ แต่วันนี้ฉันรู้สึกว่าเธอร่วงลงมามากกว่าทุกๆวัน หรือว่าวันนี้เรามีเวลาเหลือเฟือที่จะแลเห็นเธอกว่าทุกวันก็ไม่ทราบได้ นอกจากนั้นเจ้าปีบยังโชย กลิ่นหอมเย็นแบบไทยๆ อบอวลไปทั่วบริเวณทีเดียว มิวายทำให้กลิ่นดอกแก้วที่เคยเป็นพระเอก ต้องสวมบทพระรองไปในทันที

ฉันหยุดยืนพินิจดูเป็นพิเศษ เหมือนมองหาเพื่อเกลอในกองดอกไม้ บางดอกตกลงมานอนอยู่เดี่ยวๆ บางดอกโดดร่มลงมากันเป็นก๊ก แต่ดูนั่นซิ ที่ข้างๆเท้าของฉันเอง มีดอกปีปคู่หนึ่งที่วางกาย แอบอิงพาดพิงกันราวกับคู่รัก
“หวานชั่ววัน” วลีนี้ผุดขึ้นในใจ

ชีวิตของคนเราหนึ่งๆนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางวันผ่านไปช้า บางคราผ่านไปเร็ว แต่ที่แน่นนอนก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง ดุจแม่น้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราหลับหรือตื่น แม่น้ำก็คงทำงานต่อไป เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องดำเนินชีวิต สุดแท้แต่คลองธรรมของแต่ละผู้
เป็นปกติของมนุษย์ที่เมื่อเติบโตขึ้น ย่อมยินดีต่อการมีความรัก มีคนรัก เพื่อนใจ คู่ครอง คู่ชีวิต
การมีความรักทำให้ทุกสิ่งสดชื่นเบิกบาน ดูคล่องแคล่วร่าเริง ปลอดโปร่ง นำมาซึ่งความสุข
แต่ฉไนเล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์
นั่นเพราะความรักมักเกิดจากความต้องการของตัวเราเป็นใหญ่ เราอยากมีความรัก มากกว่าที่จะให้ความรักกัน หากความรักของคู่ไหนปราศจากความตระหนักรู้และเข้าใจความจริง ดำเนินไปด้วยปัญญา ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ ความเศร้าโศกพิรี้พิไรรำพันในภายหลัง ดอกไม้สีสดสวยกลิ่นละมุน เด็ดมาดอม ประคองประดับไว้เชยชม วันแรกก็หอมดีแต่นานไปกลับเหี่ยวเฉา ไม่มีใครอยากถือหรือแม้จะชายตามอง มีพุทธภาษิตตรัสว่า
“อย่าติดในสิ่งที่เรารักหรือไม่รัก
การพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักเป็นทุกข์
การพบเห็นแต่สิ่งที่ไม่รัก ก็เป็นทุกข์
เพราะฉะนั้น ไม่ควรรักสิ่งใด เพราะพลัดพรากจากของรัก เป็นทุกข์
ผู้ที่หมดจากความรักและไม่รักแล้ว
เครื่องผูกพัน ก็พลอยหมดไปด้วย”

ความรักและเมตตาเป็นสิ่งประเสริฐ ถ้าเราไม่ยึดติด และแยกห่างจากภาวะแห่งผู้รักและผู้ถูกรัก แต่หากเผลอไป ความทุกข์ร้อนก็จะตามติดเป็นเงา ส่วนความรักที่บ่มเพาะจากความเข้าใจ ความจริงใจ ความรักจากการให้อย่างไม่มีข้อแม้ บนครรลองแห่งความจริงของชีวิตต่างหาก ที่จะสร้างความงดงามให้แก่กันและกัน ดั่งดอกไม้งามที่ติดต้น ดอมดมมองดู แต่ไม่เด็ดมายึดมาถือ หมั่นรดน้ำใส่ปุ๋ย จะงามก็ดี เหี่ยวเฉาก็ดี นั่งมองสบายเพราะรู้แน่แก่ใจว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง
เรื่องของความรักนี้พอจะมีตัวอย่างมาเล่าสู่กันฟังบ้าง
1 นกุลมารดาและนกุลบิดา คือคู่อุบาสกอุบาสิกา ในสมัยพุทธกาล ตัวอย่างของความรักที่ยั่งยืนยาวนาน ทั้งคู่เป็นคู่รักกันมาหลายชาติ ในจำนวนนั้นมีหลายร้อยชาติที่ได้เกิดเป็นบิดาและมารดาของพระโพธิสัตว์ ทั้งคู่แต่งงานอยู่กินตั้งแต่หนุ่มแต่สาวตามประเพณีของชาวชมพูทวีปสมัยนั้น นับแต่ครานั้นล่วงผ่านมาจนถึงวัยชราก็ไม่เคยมีสักครั้งที่ทั้งสองจะคิดนอกใจกัน วันหนึ่งทั้งสองได้มาเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ เภสกฬามฤคทายวัน ป่าใกล้บ้านสุงสุมารคีระ แคว้นภัคคะ กราบทูลถึงความซื่อสัตว์ในความรักที่มีให้กันตลอดมา และปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกันทั้งชีวิตที่เหลืออยู่นี้และในภายภาคหน้าทุกชาติไป
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรคฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสอง หวังจะพบกันและกันทั้งในปัจจุบันทั้งในภพหน้าแล้ว ทั้งสองเทียวพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะ(ทาน)เสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกันทั้งในภพนี้และภพหน้า
ภาษิตนี้คือ ธรรมะ(สมชีวิธรรม ๔)ที่จะทำให้ชีวิตคู่ ชีวิตรัก สมดุลและกลมกลืน อยู่ครองรักกันยาวนาน คู่รักควรที่จะมีความเชื่อความศรัทธาในสิ่งที่คล้ายหรือเหมือนๆกันและในระดับเสมอกัน ไม่ควรศรัทธาในสิ่งที่ขัดแย้ง เพราะจะนำมาซึ่งการไม่เข้าใจกัน มีศีลพอๆกัน ถ้าคู่รักต่างมีศีล๕ หรือข้อฝึกสติทั้ง๕ ที่สมบูรณ์สม่ำเสมอย่อมไร้ซึ่งการเบียดเบียนกัน มีแต่ความเกื้อกูลกันและกัน เจรจาด้วยเมตตาจิต คู่รักคู่ใดร่วมมือกันสั่งสมความดีด้วยการให้ทานเพื่อขัดเกลาจิตใจ ขัดเอาความโลภ ความตระหนี่ให้เบาบาง เพิ่มพื้นที่ให้ความเบิกบานใจ ย่อมทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างสวัสดี และสุดท้ายไขประตูใจ เปิดโอกาสให้แสดงความรักแก่คนรอบข้างร่วมกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันด้วยปัญญา ด้วยความตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งและแท้จริง จับมือกันทำความเข้าใจชีวิต เริ่มจากตัวเอง สู่คนรัก เผื่อแผ่ไปให้คนรอบข้างตลอดจนสรรพชีวิตในธรรมชาติ อันจะนำมาซึ่งความงดงาม ผาสุกตลอดไป หากคู่ไหนมีชีวิตคู่ที่สมดุลเช่นนี้ย่อมทำให้ความรักของเขาราบรื่น ไม่เพียงแค่ชีวิตนี้เท่านั้น แต่ทุกภพทุกชาติไป เฉกเช่นเดียวกับ นกุลบิดาและนกุลมารดาที่นำคำสอนนี้ไปใช้ตราบชั่วชีวิต ภายหลัง ทั้งคู่ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน และนอกจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงยกย่องทั้งสอง ให้เป็นผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายในด้านเป็นผู้มีความสนิทคุ้นเคยกับพระองค์อีกด้วย
ถ้ามีปัญญา ความรักก็นำมาซึ่งความสุขได้
อาหารและน้ำทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ ฉันใด ความรักความเมตตา ก็หล่อเลี้ยงให้โลกดำรงอยู่ต่อไปได้ ฉันนั้น เราควรใช้ความรักที่มี แปลงเป็นพลังบริสุทธิ์ เพื่อความสุขของคนที่เรารัก เพื่อความสุขของผู้อื่นรวมทั้งสังคมและแม้กระทั่งคนที่เราไม่ชอบเลยก็ตาม เราก็ควรจะมอบความรักแก่เขาด้วย รักในการให้อภัย รักที่เราต่างก็เกิดมาร่วมโลกเดียวกัน ถ้าทำได้อย่างนี้จิตใจเราย่อมแผ่กว้างมหาศาล ไกลออกไปอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เราจะไม่มีวันอ้างว้าง ว้าเหว่ เหงาใจ ไขว่คว้าหาใครคนนั้น ใครสักคนที่ยังไม่สักที เพราะเราสามารถจะรักทุกๆคน ทุกๆสิ่ง ทุกๆที่ เรารักที่จะให้ความรัก ไม่ได้รักเพราะอยากได้ความรัก เมื่อได้สัมผัสกับความรักอย่างที่ว่านี้เราจะพบว่าโลกใบนี้ช่างแสนกว้างใหญ่ เราซึ่งเป็นเพียงคนตัวเล็กจิ๋วนี่ล่ะ แต่สามารถโอบกอดรอบรัดโลกใบนี้ไว้แนบสนิทใจ อย่างเบิกบาน เพราะอะไรละหรือ ก็ความรักที่หมั่นรดน้ำใส่ปุ๋ยอยู่ทุกวี่ทุกวันนี่ไงล่ะ

“หวานชั่ววัน”
อีกไม่นานคู่ดอกปีบนี้ก็ต้องเหี่ยวเฉาไป แต่เธอยังผ่องใสหมดจด เธอคงเข้าใจแล้วซิว่า ชีวิตรักแสนสั้นแต่ความรักนั้นนิรันดร์ ส่วนฉันเล่า ก็ยังต้องพยายามต่อไป
ฉันนั่งยองเมียงมองเจ้าปีบคู่แล้วก็คิดไปไกล เสียงระฆังแว่วมาสะกิดเตือนเวลา ดอกไม้ ใบไม้ อีกหลายดอกหลายใบยังคงร่วงมาไม่ขาดสาย และคงจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานเทียว ฉันผลุดลุกขึ้นยืน แดดคล้อยแล้ว แต่กลิ่นหอมยังกรุ่นในจิตใจ คงเป็นผลของความงามจากพลังของความรักที่แสนดี ปีบเอ๋ยพรุ่งนี้เราคงไม่พบกันอีก ขอบคุณเจ้าดอกปีบทั้งสองที่สอนฉัน แม้จะเป็นเวลาน้อยนิดที่เธอและฉันได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้หวานเพียงชั่ววันแต่ก็เป็นเวลาที่มีค่าสำหรับคนอย่างฉันจริงๆ

........................................................
1 พระไตรปิฏก,พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต,หน้าที่ ๖๑

Sunday, September 07, 2008

นั่งลงให้ลมพัด
ระเบียงน้อย ต้อยติ่ง กระดังงา
รูปถ่ายบอกห้วงเวลา
ที่ผ่านมา
ไม่เคยลืมเลือน


ฉันรู้แล้ว มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันสดใส
ไม่กลัวไม่หวั่นไหว คือสายใย
ที่มีระหว่างกัน

วันคืนที่เคลื่อนคล้อย
เวลาก็เหลือน้อยลงทุกที
เปลี่ยนแปลงทุกวินาที
ทุกลมหายใจ
ทุกหลับและลืมตา

โอ้ชีวิต ไม่มีสิ่งใดวกเวียนกลับมาเลย
ทุกสิ่งดั่งธารใส ที่ไหลไป
จากภูเขาสู่ทะเล

ใบหน้าเปื้อนยิ้ม พอใจทุกสิ่ง พอแล้วจริงๆ
ผ่อนกายให้พัก ปล่อยโลกหมุนไป หัวใจได้โบยบิน
เธอคือชีวิต เธอทุกสิ่ง พอแล้วจริงๆ
อิ่มด้วยไอรัก เมื่อคิดถึงเธอ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน

ชีวิตที่เหลือ นี้ ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
เพียงใช้เวลา ที่มี ทบทวนทุกสิ่งที่พ้นไป
ปล่อยวางชีวิต และคิดถึงเธอไว้ หัวใจช่างเปี่ยมความหมาย

ไม่หวังว่าจะ ต้องมี ต้องเป็นอะไรอีกแล้ว
วันนี้ฉันได้สัมผัสกับความอบอุ่นจากข้างใน
กับสิ่งที่เธอรัก และทำอยู่ตอนนี้ ฉันแสนภูมิใจ
แค่รู้ว่าเธอได้ทำดี
เท่านี้ก็เป็นสุขใจ

แค่รู้ว่าลูกเป็นคนดี
แค่นี้ก็เป็นสุขใจ

Tuesday, August 26, 2008

transformation


transformation
Originally uploaded by thitipong

Thursday, August 07, 2008

ชบากับดอกบัว


ชบา บัว
Originally uploaded by thitipong

Shambhala chapter1




บทที่ ๑
สร้างสังคมอริยะ
ซัมบาลา ดินแดนเล่าขาน อาณาแห่งสันติสุขเปี่ยมวัฒนธรรม มีผู้ปกครองอันทรงสติปัญญาแลการุณย์ ประชาราษฎร์เปี่ยมด้วยความรอบรู้และเมตตา
ซัมบาลา เมืองอริยามรรคาในอุดมคติ สถาปนาโดยธรรมะจากศากยมุนีพุทธเจ้า สู่ปฐมกษัตริย์ดาวะ สังโป ผู้เลื่อมใส ไม่เพียงแต่ผู้นำเท่านั้น อาณาประชาราษฎร์ล้วนปฏิบัติภาวนา เมืองทั้งเมืองขวักไขว่ด้วยอริยชนผู้ตื่นรู้
ระยะเวลายาวนาน ที่กงล้อธรรมตันตระชั้นสูงถูกหมุน เป็น ”กาลจักรตันตระ” ปรีชาญาณลึกซึ้งของชนชาวธิเบต สืบเนื่องจนปัจจับัน
ชาวธิเบตบ้างว่าซัมบาลาคือดินแดนลี้ลับที่แฝงเร้นอยู่ในหุบเขาแถบเทือกเขาหิมาลัย บ้างว่าทั้งราชอาณาจักรได้เข้าถึงภาวะตรัสรู้ดับสลายไปจุติยังมิติอื่น โดยมีกษัตริย์ริกเดนผู้ยิ่งใหญ่ เฝ้าดูมวลมนุษย์ชาติเพื่อรอเวลาลงมาช่วยผู้คนจากหายนะ นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่ามีแต่อีกหลายคนกล่าวว่าเป็นเรื่องเล่าขานตำนานเพ้อฝัน อย่างไรก็ตาม เราอาจมองเห็นเค้ารอยของความปรารถนาอันงดงามและสูงส่งแห่งสังคมอริยะ คุรุธิเบตมีประเพณีซึ่งถือว่า”ซัมบาลา” ไม่ใช่ดินแดนที่ดำรงอยู่ภายนอกหากแต่สถิตย์อยู่ภายใน เป็นรากฐานแห่งการหยั่งรู้และเข้าใจของมวลมนุษย์ทุกผู้ จึงไม่ใช่สิ่งสำคัญว่าซัมบาลาจะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงนิทานคำสอน หากแต่ควรมองให้เห็นถึงคุณค่าอันลึกซึ้งและดำเนินตามอุดมคิแห่งอริยะที่แสดงนัยอยู่
“คำสอนซัมบาล” หรือเรียกอีกอย่างว่า ” ญาณทัศนะซัมบาลา ” คือ อาณาจักรอุดมคติที่ปราศจากลัทธิ นิกายตามแนวทางศาสนาใดชัดเจน ดำรงตนอิสระแต่ยืนอยู่บนหลักคิดและวัฒนธรรมอันนุ่มนวลแบบพุทธ มุ่งสู่การขัดเกลามนุษย์สู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แท้ ผ่านความเรียบง่ายไร้ลัทธิเพื่อสามารถนำมาปฏิบัติและแบ่งปันกับผู้อื่นท่ามกลางความหนักหน่วงของสังคมปัจจุบัน
ปรีชาญาณเหล่านี้ไม่ได้สืบทอดมาจากที่ใด ทว่าคือวัฒนธรรมนักรบเก่าแก่ที่สืบทอดในมาในทุกวัฒนธรรมที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ อาทิ ในชาวอเมริกันอินเดียน ซามูไร กษัตริย์อาเธอร์ ฯลฯ ความเป็นนักรบสากลที่ไม่ใช่ความก้าวร้าว แต่คือความหมายของนักรบในภาษาธิเบต นั่นคือ “ผู้กล้า” กล้าในทุกๆสิ่ง หรืออาจกล่าวว่าไม่กลัวในสิ่งใดๆแม้กระทั่งตัวเอง!
”ญาณทัสนะซัมบาลา คือ สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเห็นแก่ตัว
เมื่อเราเริ่มกลัวตัวเองและภัยคุกคามของโลกปัจจุบัน
เมื่อนั้นเราก็กลับเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ เราปรารถนาจะสร้างรังเล็กๆของตนขึ้น
สร้างเปลือกขึ้นห่อหุ้มตัวเอง เพื่อว่าเราจะได้อยู่เพียงลำพัง อย่างปลอกภัยในนั้น”
ถ้าเรากลัวแล้วใครจะกล้า โลกต้องการความช่วยเหลือและบอบช้ำเต็มที ภารกิจของสังคมคือหน้าที่ของทุกคนแต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ทอดทิ้งภารกิจ ความรับผิดชอบของตัวเอง ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน เริ่มที่การค้นพบควมจริงแท้ในตัวเรา แล้วพินิจว่ามีสิ่งใดบ้างที่เราสามารถมอบให้โลก เพื่อยกระดับชีวิตของตนและคนรอบข้างได้บ้าง
การค้นพบความดีงามคือการเปิดใจตระหนักรู้ถึงประสบกรณ์ที่ปรากฏอย่างจริงจังจริงใจ ตรงไปตรงมา แม้สิ่งที่แสนสามัญ เช่น แสงอาทิตย์ยามเช้าที่ทำให้เรากระปรี้กระเปร่า สีสันสดใจที่ทำให้ใจเราแช่มชื่นเบิกบาน สิ่งเหล่านี้เข้มข้นชัดเจนละเอียดอ่อนและล้นเหลือ หน้าที่ของเราคือหยิบฉวยชั่วขณะเวลาเหล่านั้น ด้วยว่ามันได้แสดงออกถึงรากฐานแห่งอหิงสาและความสดใหม่ในชีวิต รากฐานแห่งความดีงามที่อยู่ในตัวเรา
“เราสามารถเยียวยาตนเองจากควมรู้สึกกดดันต่างๆถ้าเราตระหนักว่าโลกของเรานี้ดีงาม”
ญาณทัสนะซัมบาลามุ่งผสานกับศักยภาพของปัญญา และความสง่างามในตัวเราเพื่อปลุกเราให้ตื่นขึ้นและรับรู้ ความจริงที่เที่ยงตรงและดีงามที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สิ่งสำคัญคือการค้นพบความสมดุลของการสัมผัสความดีงมเหล่านั้น การสัมผัสอย่างแผ่วเบา หรือเรียกอีกอย่างว่าการมีอารมณ์ขัน(ไม่ใช่ความหมายที่เข้าใจกัน)ที่ไม่ผิดพลาดไปด้วยอำนาจแห่งความอยากเสพสิ่งที่ดีงามหรืออยากจะเข้าถึงความดีงาม ความจริงคือการน้อมตัวตนลงมาเพื่อสัมผัสรู้สิ่งสามัญที่สุดในชีวิต เพื่อเชื่อมโยงเราไว้กับเหตุการณ์ต่าง เช่น ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องซักผ้า การกิน การหวีผมหรือการแต่งตัว สิ่งเหลานี้เมื่อเราเฝ้าดู เราจะพบอารมณ์ขัน ศักดิ์ศรีและความจริง เป็นชีวิตที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
“ญาณทัสนะซัมบาลานั้น คือความพยายามที่จะกระตุ้นคุณให้ประจักษ์ว่าคุณมีชีวตอยู่อย่างไร มีความสัมพันธ์กับชีวิตสามัญอย่างไร”
เรามิใช่ทาสของชีวิต เราเป็นอิสระ มีร่างกายและจิตใจ อิสระเพื่อสอดรับกับความจริงอันสง่างามรอบข้าง อย่างมีอารมณ์ขัน รับรู้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่ปรากฏอยู่ในจักรวาล ในธรรมชาติ ป่าเขา หิมะ หรือแม้กระทั่งโคลนตม
เมื่อเราสัมผัสได้ถึงความดีงามแห่งสรรพสิ่ง เราจะสัมผัสถึงปัญญาและความสามารถในตัวของเรา เราพบว่าโลกไม่ใช่ศัตรูของเรา การดำเนินชีวิตไปตามคลองธรรม ทำให้เราไม่ต้องหลอกผู้อื่นและตัวเอง เราอาจมองเห็นว่าชีวิตนี้แสนสั้นโดยไม่รู้สึกผิดหรือไร้ค่า เราแบ่งปันความดีงามร่วมกับผู้อื่น ตรงไปตรงมาและเปิดเผยยิ่ง เป็นอยู่อย่างเบาสบายแต่มั่นคง
“แก่นแท้ของความเป็นนักรบหรือแก่นแท้ของความกล้าหาญของมนุษย์นั้น
ย่อมไม่ยอมสยบต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เราไม่มีวันพูดว่าเรากำลังจะแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
เราไม่อาจพูดได้ว่าคนอื่นจะต้องเป็นเช่นนั้นและโลกด้วยเช่นกัน
ชั่วชีวิตของเราอาจมีปัญหาอันหนักหน่วงมากมายในโลก
แต่ขอให้เรามั่นใจว่า ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีความหายนะใดๆอุบัติขึ้น
เราอาจป้องกันได้ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา อย่างน้อยที่สุดเราอาจช่วยโลกให้รอดจากหายนะ
ญาณทัสนะซัมบาลามีอยู่เพื่อสิ่งนี้ เป็นอุดมคติเก่าแก่ที่มีมานานนับศตวรรษ
นั่นคือการรับใช้โลกนี้ เราอาจช่วยให้มันรอดแต่การช่วยให้รอดก็ยังไม่เพียงพอ
เรายังต้องกระทำการเพื่อสร้างสังคมมนุษย์ที่เป็นอริยะขึ้นมาด้วย”
หนังสือนี้กล่าวถึงรากฐานแห่งสังคมอริยะและหนทางนำไปสู่ ในวิถีนักรบของซัมบาลา ไม่มุ่งเน้นการขบคิดปัญหาทางทฤษฎีหรือการคาดเดาต่างๆ แต่มีเนื้อหาที่เกื้อกูลให้เกิดการค้นพบความหมายและบรรลุถึงความเป็นอริยของตนและสังคมด้วยผู้อ่านเอง
”ถ้าเราปรารถนาจะช่วยโลกให้รอด เราจะต้องก้าวเดินไปด้วยตัวเอง”

Monday, August 04, 2008

on the door


on the door
Originally uploaded by thitipong
Let's left the doors of the heart wide open.

swan


swan
Originally uploaded by thitipong

ถาม ตอบ ศิลปธรรม




คำถามที่ดี
เมื่อวานนี้เอง ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนที่แสนดีคนหนึ่ง เราต่างไม่ได้แลกเปลี่ยนกันมาเป็นระยะเวลานาน ฉันรู้สึกดีใจตามปกติ ที่คนเราจะอบอุ่นเสมอเมื่อได้รับรู้ว่าเรามีเพื่อนอยู่ตรงนั้นและเราได้ใช้เวลาสั้นๆร่วมกัน แม้จะผ่านทางโทรศัพท์มือถือก็ตาม
เพื่อนฉันเป็นนักดนตรีแล้วกำลังมีคำถามคาใจว่า
“เขานั้นกำลังทำอะไรอยู่”
“สิ่งที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือ เป็นสิ่งที่ทำให้คนมากมายลุ่มหลงมัวเมา”
“คนเขานิ่งอยู่ดีๆไปทำให้ใจเขาสั่น”
.....
คิดถึงบ้าน
ฉันมีความยินดียิ่งที่ได้ฟังคำถามที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต คำถามเกี่ยวกับจิตใจ เพราะนั่นแสดงว่าผู้ที่มีคำถามย่อมได้ใช้เวลาครุ่นคิดเกี่ยวความสงสัยต่างๆในชีวิต เขาอาจได้อ่านหนังสือ สนทนาในหัวข้อนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันเองก็เป็นเช่นกัน ฉันยินดีมิใช่ว่าฉันสามารถตอบคำถามและแสดงตัวว่าฉันตอบได้ ฉันรู้มากกว่าเธอ เปล่าเลย ฉันก็สงสัยเหมือนกันเราต่างก็มีความสงสัยเหล่านี้อยู่ในหัวใจทุกคน เพียงแต่ว่าแรงขับภายใน มันได้ถึงจุดที่ต้องการคำตอบนั้นแล้วหรือยัง เราต่างพลัดพรากจากบ้านและต้องการความอบอุ่น บ้านเกิดคือจิตใจ จิตใจเดิมแท้นั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง เมื่อเราเติบโตในหนทางที่ถูกต้องเราย่อมต้องการจิตใจดั้งเดิม บ้านดั่งเดิม เตียงนอน ผ้าห่ม หรือข้าวไข่เจียวจากคุณแม่
นานหลายปีมาแล้วที่สังคมของเราได้พรากเราจากบ้านของเรา เรามักเที่ยวเตร็ดเตร่ออกไปตามที่ต่างๆ ตลอดเวลา เราทำงานห้าวันถึงเจ็ดวัน ช่วงเวลาว่างเราจะฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูหนัง คุยกับเพื่อน แท้จริงเราไม่ได้พักผ่อนเลย จิตใจไม่ได้หยุดนิ่ง แม้นั่งนิ่งๆได้เราก็จะลอยออกไปกับเรื่องที่แล้วมาหรือเรื่องข้างหน้าที่จะเป็นไป เราแทบไม่ได้มีชีวิต
ปัจเจกนิยมได้เข้ามาแล้วและเริ่มออกอาการแกว่งแล้ว การแสวงหาความเป็นส่วนตัว ความเป็นตัวของตัวเอง การแสดงออกถึงอะไรบางอย่าง ตัวตน ความฝัน ความทะเยอทะยาน ที่ไร้ขอบเขต การขาดการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนและสังคมที่ขาดวิ่น เดิมทีเราพรากจากบ้านด้วยความคิดถึง แต่มันเป็นเรื่องเลวร้ายทีเดียวถ้าเราจะไม่มีแม้ความคิดถึง เยื่อใยในบ้านเดิมของเรา เราอาจจะเห็นตัวอย่างง่ายๆ จากวิวัฒนาการของเพลงไทย ความหมายมันได้เปลี่ยนไปตามเวลา จากความชื่นชมในค้างคาวกินกล้วย ธรรมชาตินานา สู่ความเหงาโดดเดี่ยวอ้างว้าง ฉันยังจำได้ถึงเพลงของพี่เบิร์ดธงชัยสมัยก่อน ที่แตกต่างจากตอนนี้เหลือเกิน เราใช้ชีวิตปลีกออกไปจากสังคมทุกที ชุมชนเริ่มสลายไปทีละน้อยๆ เราแทบไม่จำเป็นที่จะต้องมีเพื่อนบ้านหรืออย่างน้อยถ้าไม่มีซะเลยจะดีกว่า
มีหลายคนที่ไม่ชอบสังคม ไม่ชอบชีวิตแบบนี้ แล้วปิดประตูต้านไปอีกด้านหนึ่ง ทัศนะคติที่ไม่ดีต่างๆพลั่งพรูออกมาจากความหม่นหมองในจิตใจ ความคิดเหล่านี้เป็นอคติที่ว่าถ้าไม่ใช่เพื่อนกันก็ต้องเป็นศัตรูกันอย่างใดอย่างนั้น เขาอาจละทิ้งทุกสิ่งแล้วเข้าป่าแสวงหาตัวตน ก่นด่าสังคมและคนที่หลงไหลในวัตถุ แต่นั่นเองถ้าไม่อยู่บนฐานความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าเขาไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่จะกลับสู่บ้านของเขา เขาก็เพียงแต่เร่ร่อนไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น เขาจะสถิตอยู่ในที่ๆชอบใจ และเป็นตัวของเขา โอบอุ้มพพลังของตัวไว้แล้วสร้างกรอบป้องกันตนจากคนเห็นต่าง แล้วจะต่างอะไรกับปัจจเจกนิยม นี่เป็นปัจเจกนิยมที่ต่างความคิดเท่านั้นเอง
หนทางที่แท้ฉันเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องกระวีกระวาดกระตือรือล้นมากจนเกินไป เมื่อเราเกิดความสงสัยเหล่านั้น เพียงเราให้เวลากับการมีชีวิต ให้โอกาสตัวเองได้มีชีวิตอย่างแท้จริง เรามีสติ มองให้เห็นจิตใจของเรา เราจะค่อยๆเข้าใจและเรียนรู้
มองเรา
เธอคือนักดนตรีและฉันก็ชอบดนตรี ดนตรีช่วยให้เกิดความสุข กล่อมจิตใจ บางครั้งการฟังเพลงก็สามารถทำให้เราคิดอะไรดีๆออก ทำให้เราลืมเรื่องที่ทุกข์ มีความสุข อาจใช้ดนตรีเป็นเพื่อน เป็นกำลังใจ บางคนใช้ดนตรีทำสมาธิ ดนตรีมีข้อดีอยู่มาก แต่ดนตรีที่ดีต้องอยู่บนพื้นฐานของความดีงาม ความรักเมตตา ความจริงใจและสันติ ที่ออกจากผู้ประพันธ์ เพื่อยกระดับจิตใจของผู้ฟัง ฉุดดึงเขาขึ้นมาเมื่อเขาล้ม และทำให้เขายืนหยัดได้มั่นคงเมื่อเขาเป็นปกติ ทำให้ผู้ฟังมีความสุขที่ปราณีตยิ่งๆขึ้นไปดนตรีอย่างนี้ถึงจะสมแก่การเรียกได้ว่าศิลปะ และกล่าวนามผู้ขับลำนำนั้นว่า ศิลปิน
ศิลปะคือชีวิต ศิลปะคือธรรม
ศิลปินคือผู้ที่มีความสามารถที่จะเข้าใจ มีความสามารถที่จะเข้าถึงอารมร์ต่างๆ แล้วแสดงออกมาด้วยวิธีการ เทคนิกวิธีต่างๆ ตามแต่ความถนัดและสนใจ ผู้ที่จะทำงานศิลปะจึงต้องมีความจริงใจอย่างที่สุด เพราะผลงานเหล่านั้นกลั่นออกมาจากจิตใจ งานศิลปะก็คือตัวศิลปินเองทั้งหมด ควมลึกล้ำของงานก็คือความลึกล้ำของผู้สร้างสรรค์ ถ้าโกหกตัวเองเสียแล้ว งานชิ้นนั้นย่อมไร้ค่า ไร้ความหมาย ตื้นเขิน ความเป็นตัวของตัวเองทีถูกถ่ายทอดคือภาพฉายชีวิตและความนึกคิดของศิลปินและสังคมในช่วงเวลาหนึ่งๆ หากเราได้ยกเอาสิ่งต่างๆที่หมักหมมอยู่ในความคิด หรือที่ติดอยู่ตามร่างกายของเราออก เราก็จะเข้าถึงความจริงของตัวเรามากขึ้น เราไม่พึ่งพาสิ่งอื่นในการที่จะรู้จักตัวเอง เราคงไม่ต้องโทรศัพท์หาตัวเอง หรือถามหมอดูว่าเราเป็นใคร ตัวอย่างศิลปะที่เกิดจากกรค้นพบตัวเองอย่างจริงใจ ที่เห็นได้ชัดคือศิลปะเซน
เพราะแท้จริงการปฏิบัติธรรมต้องมีศิลปะ ต้องมีความกล้าหาญที่จะเอาชนะความกลัวในทุกสิ่ง แม้กระทั่งกลัวตัวเอง ต้องใช้ความจริงใจอย่างยิ่งยวดที่จะเข้าใจความเป็นจริงที่ปรากฏ เข้าถึงตัวตน เพราะบางครั้งความจริงไม่เป็นไปดั่งหวัง หรือแม้เป็นดั่งหวังตั้งใจก็ไม่ดำรงอยู่นาน ซ้ำเรามักจะต้องการให้มันคงนิรันดร แต่เราทำได้แค่เพียงยอมรับและเบิกบานด้วยความเข้าใจอันถ่องแท้หาใช่การโกหกหรือบ่ายเบี่ยงไม่ เมื่อเรายินดีที่จะพบตัวตน เราก็อยู่ในวิถีละตัวตนแล้วนั่นเอง
เมื่อเรากลับถึงบ้านแล้ว ไม่มีความคิดถึง ห่วงกังวลอีก
ศิลปะและการเยียวยา
ดังนั้นจะไม่เป็นการดีหรือที่เราจะสามารถใช้ศิลปะเหล่านั้นในการนำพาเราไปสู่บ้านของเรา ซึ่งแท้จริงก็อยู่ในจิตในใจของเราเอง เราสามารถพัฒนางานศิลปะไปพร้อมๆกับการเข้าใจความจริงด้วยความจริงใจ ทุกครั้งที่เราทำสิ่งที่เรารักหรือชอบ เพราะเราพอใจที่จะทำหรือเห็นประโยชน์คือผลที่ดีอันจะตามมาเราย่อมมีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีสมาธิ เรากำลังภาวนาโดยไม่รู้ตัว บางครั้งเราแนบแน่นอยู่กับงานนั้นได้เป็นชั่วโมงๆ โดยไม่ต้องกินข้าว ไม่มีความเหน็ดเหนื่อย เราอาจจะนั่งใต้ต้นไม้แล้วปล่อยใจให้ความเข้าใจกลายเป็นโน๊ตดนตรี เพื่อถ่ายทอดจากดนตรีสู่ผู้ฟัง หวังให้เขาเหล่านั้นมีความสุข

สะพานเชื่อมใจ
เราคงจะเคยเห็น หรือประสบมาแล้วว่าที่ใดมีศิลปะ ดนตรี กวี คำกลอน ที่เหล่านั้นมักเป็นที่สนใจของผู้คน มีพลังบางอย่างที่เป็นสื่อกลางให้สารที่สื่ออกจากศิลปินเข้าถึงผู้รับได้อย่างดีและมีมนต์ขลัง สะกดจิตใจให้คล้อยตามได้ดียิ่ง ดังนั้นศิลปะที่ไม่ดีย่อมอันตรายต่อผู้ที่เสพสิ่งเหล่านั้นเขาสู่ธารใจ โดยไม่รู้ว่านั้นคือยาพิษอันเลิศรส ลูกอมที่ทำให้ฟันผุ แต่เมื่อใดที่จิตใจงาม จิตใจสูง ความหวังดี เมตตา การให้ อิสรภาพและปรีชาญาณต่างๆได้หยั่งรากในศิลปิน และออกดอกผลเป็นงานศิลปะแล้ว ผลไม้นั้นย่อมควรแก่การรับประทานเพื่อเป็นกำลังจิตกำลังใจที่จะร่วมสู้ชีวิตกันต่อไป ดับความหิวกระหาย ผ่อนคลายความทุกข์ เกิดความปลอดโปร่ง การตระหนักรู้ เป็นพื้นฐานให้จิตใจงาม จิตใจสูง ความหวังดี เมตตา การให้ อิสรภาพและปรีชาญาณ ได้เติบโตในใจผู้รับสารนั้นอีกทอดหนึ่ง
ศิลปินคือผู้ปลดปล่อย
ศิลปินคือผู้ที่จะเลือกทางเดินของเอง เขาเองก็เปรียบเหมือนผู้ถือกุญแจ ซึ่งมีอยู่หลายดอก ขึ้นอยู่กับเขาเองว่าจะเป็นผู้ไขกุญแจแห่งการปลดปล่อย ปลิดโซ่ตรวนแห่งจิตใจผู้คน ไปสู่ความสุข ความเบิกบานชุ่มชื่นใจ ความสุขุม สงบ สันติภาพ สังคมอุดมคติอันงดงาม ความจริงความถูกต้อง สัจจะหรือแม้กระทั่งความว่าง หรือเลือกที่จะไขปิดด้วยกุญแจแห่งความโศก ความแค่นแข็ง กระด้าง ลุ่มหลง ความโลภ กามราคะ ความหลงผิด
และเมื่อเขาเลือกที่จะไขด้วยกุญแจใด เขาย่อมเป็นกุญแจนั้น
การค้นพบที่แท้ในจิตใจผ่านงานศิลปะมีให้เห็นมากมาย ยกตัวอย่างที่เห็นทั่วไป เช่น นักดนตรีชื่อดังมากมาย เริ่มต้นชีวิตศิลปินด้วยความเร้าร้อน เพลงที่หยาบกระด้าง รุนแรง ความรักที่เจือด้วยราคะและความฝันกล้า แต่เมื่อถึงช่วงหนึ่งศิลปินคนเดิมกลับทำงานที่แสดงถึงความอ่อนโยน สุขุม ชีวิตที่แท้ สัจจะ ความรักความเมตตากัน และสันติภาพ ดั่งเด็กน้อยที่เติบโตขึ้นตามเวลา ในขณะเดียวกันผู้ฟังและผู้เสพงานต่างก็โตขึ้นไปด้วย
เราลองจินตนาการภาพคุณลุงชรา กำลังนั่งดูหลานแท้ๆเพลิดเพลินกับของเล่นชิ้นโปรด อาจจะเป็นรถคันเล็กๆ หนังยางหรือกระทั่งก้อนดิน เขาเองเคยเป็นเด็ก เขาเองก็ไม่ต่างจากหลานตัวน้อย เขาเข้าใจถึงความรู้สึกสนุกสนานเหล่านั้น เขาเคยร้องไห้เพราะหวงแหนก้อนดินนั้น แต่บัดนี้เขาได้แต่นั่งมองดูด้วยใจสงบ ไม่แล้วเขาไม่ลงไปเล่นดินนั้นอีกแล้ว เขาผ่านมาแล้ว เขารู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไร จะเป็นอย่างไร แล้วอะไรที่ดีกว่า”
เมื่อชีวิตได้เข้าใจและตระหนักรู้ สิ่งที่กระทำหรือกรรมย่อมเปลี่ยนแปลงไป คำถามในชีวิตจะถูกไขออกที่ละน้อยๆ ช้าเร็วย่อมแตกต่างแต่ทุกคนย่อมมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คืออิสระภาพที่จะปลดปล่อยเราจากความทุกข์ ความสงสัยที่นอนเนื่อง ตราบที่เรายังคงต้องแสวงหา เพื่อพบตัวตนและลาจากตัวตน
กลับบ้าน
บนถนนสู่บ้านเดิมนั้นมีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ หลากอาชีพ เป็นสิ่งที่งดงามเมื่อมีศิลปินร่วมทางเพราะเขาทำให้การเดินทางนั้นมีคุณค่ามากยิ่ง เราอาจจะนั่งพักฟังเธอบรรเลงขลุ่ย ฉันขับกลอนสั้นๆ เราจะร้องเพลงร่วมกันในค่ำคืนแห่งนวลจันทร์ เธออาจสอนฉันเล่นด้วยก็ได้ ส่วนฉันก็อาจมีสิ่งดีๆแลกเปลี่ยนกัน
เพราะเราทุกคนต่างมีวิญญาณแห่งศิลปินด้วยกัน เราเยียวยากันและกันตลอดทาง เราต่างคนต่างถิ่น ทุกๆอาชีพ ทุกๆชีวิตต่างทำสิ่งที่ดีๆได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราไม่กลัวที่จะทำ และเราจะทำไหม...เท่านั้น เส้นทางสู่บ้าน อันยาวไกล ระหว่างทางนี้ไม่ง่ายนัก เราควรเตรียมตัวให้พร้อมเข้าไว้ สำหรับการเดินทาง

“ระหว่างทาง”
“ใช่แล้ว เรากำลังอยู่ระหว่างทาง”
คำตอบที่ดี ก็ทำให้เราสบายใจ




ถามให้น้อย ถึงสิ่งที่ ฉันจะได้
แต่เรื่องให้ คนอื่น เคยถามไหม
ถามไปเถิด ให้ฝังไว้ ในจิตใจ
ทุกคนมี ดีจะให้ อยู่ในตัว
ตอบให้มาก ถึงสิ่งที่ เป็นประโยชน์
สิ่งที่โลก ได้มอบไว้ ให้แก่ฉัน
ตอบให้เห็น แทนที่จะ เรียกร้องกัน
ว่าตัวฉัน คนนี้ ได้อะไร

ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ
บทกลอนดัดแปลงจากคำปราศรัยของพระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต)
ในพิธีรับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพประจำปี ๒๕๓๗ ของยูเนสโก กรุงปารีส

Thursday, August 23, 2007

อตตาหิ อตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

“ตน” ในที่นี้ก็หมายถึงตัวของเราเองทุกคน ที่ประกอบขึ้นจากการประชุมกันของรูปและนาม เกิดขึ้นเป็นร่างกาย จิตใจ สามารถสื่อสาร รับรู้ แสดงออก ต่อสิ่งแวดล้อมในแง่ต่างๆ ในที่นี้อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ว่า ทำไมพุทธศาสนา สอนหลัก อนัตตลักษณะ หรือ ความไม่มีตัวมีตน แต่ในพุทธภาษิตนี้ แฝงนัยแห่ง อัตตา เพราะคำว่า ”ตน” ถึงสองครั้งด้วยกัน
ความจริงแล้วพุทธภาษิตนี้ไม่ได้ใช้สำหรับสอนหลักที่ลึกซึ้งระดับเหนือโลกียวิสัย ไม่เน้นให้เข้าใจลึกซึ้งต่อหลักไตรลักษณ์ คำว่า”ตน” จึงไม่ได้หมายถึง การมีตัวตน หรือ อัตตา แต่เป็นการสอนแบบโลกียวิสัย คือ ให้คำจำกัดความ “ตน” เพียงแค่ใช้แทนตัวเรา ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็คือ ให้ตัวเรานั้น พึ่งพาตัวเราเอง
ลักษณะพุทธศาสนา เน้นเรื่องการพึ่งตนเองนี้อย่างยิ่ง เพราะการพึ่งตนนี้เอง ทำให้เรานั้นไม่ต้องหวังรอเหตุปัจจัยจะสมบูรณ์ ไม่เฝ้าคอยให้ใครมาทำให้สำเร็จ อาทิ ถ้าเราจะไปโรงเรียน แต่ไม่รู้เส้นทางต้องคอยให้แม่พาไป หรือถ้าต้องไปเองก็ต้องคอยถามคนข้างทางไปเรื่อย อย่างนี้ ถ้าวันไหนแม่ไม่อยู่ หรือ เกิดวันนั้นไม่มีคนเดินถนนเลยแม้แต่คนเดียว เราก็ไปโรงเรียนไม่ถูกแล้ว อดเรียนไป การพึ่งตนเองจึงเป็นการกระทำผลนั้นให้เกิดได้ด้วยตัวเอง ควบคุมเหตุให้เกิดผลได้ด้วยตัวเอง ผลจากการกระทำเองนี้ ทำให้เราเกิดความอิสระทั้งทางร่างกาย คือ ทำให้เกิดบุคลิกภาพที่ดี เป็นผู้เอางานเอาการ ไม่ล้มเลิก มองหาคนช่วยก่อนจะทดลองให้รู้จริง ถ้าจะมีใครจะช่วยก็ขอให้สุดความสามารถของเราก่อน แล้วจึงขอความช่วยเหลือ ความเป็นผู้นำก็เกิดขึ้น ในด้านจิตใจ จะทำสิ่งใดก็เกิดความมั่นใจ มุ่งมั่น ว่าเราสามารถทำได้ ไม่หวั่นไหว ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ล้มเลิกจนกว่าผลที่หมายนั้นจะสำเร็จ
แต่การพึ่งตนเองนั้นต้องหันกลับมาดูตัวเองที่พึ่งนั้นด้วยว่าพึ่งไหวไหม เช่น คนที่ว่ายน้ำไม่เป็น เมื่อพลัดตกน้ำไม่ร้องเรียกใคร คิดแต่เพียงว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน สุดท้าย ตนนั้นก็ช่วยตัวเองไม่ได้ต้องจมน้ำในที่สุด ดังนั้นจากสุภาษิตนี้ ถ้าจะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่เสี่ยงต่อการนำไปใช้ผิดๆ จะมีพุทธภาษิตต่อท้ายว่า “อตตาหิ สุทนเตน นาถัง ลภติ ทุลลภัง “มีตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นที่พึ่งที่หาได้ยาก” ถ้าตนไม่พร้อม ไม่ดีพอ การเอาตัวเราไปพึ่งก็อาจเกิดความเสียหายได้ ต้องรู้จักประมาณตน ในยามที่เรายังอ่อนแอ ก็ยังคงต้องพึ่งผู้ที่เชี่ยวชาญ มีความรู้ความสามารถ ช่วยสร้างเสริมกำลังกายกำลังใจ ที่จะพาเราผ่านพ้นอุปสรรคนั้นๆไปได้ แต่ขณะนั้นก็ไม่ประมาท นิ่งนอนใจ ยึดติดว่าจะมีใครช่วยเราตลอด ต้องพัฒนาตัวของเราควบคู่กันไป เมื่อเจองานที่ยาก อุปสรรคที่หนักหนาก็ขอให้มองเป็นสนามไว้ฝึกตนจนวันหนึ่งตัวเรามีความสามารถพอไม่ต้องพึ่งคนอื่น ก็ยังไม่หยุด ต้องพยายามให้สูงยิ่งๆขึ้นไป เมื่อเรารู้จักพึ่งตนเอง ไม่ประมาท มีความเพียรพัฒนาตนอยู่เสมอ “ตนจึงจะเป็นที่พึ่งของตนได้ และเป็นที่พึ่งที่หาได้ยากอีกด้วย”
สรุปจากสุภาษิตนี้ จึงได้ข้อคิดว่าเราทุกคนควร พยายามพัฒนาตน และไม่ประมาทประพฤติตน เพื่อที่ตนจะได้พึ่งตน และเป็นที่พึ่งให้ตนได้ เมื่อพึ่งตนได้ดีแล้ว เสริมด้วยการรู้จัก ใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์ ตนของเราก็จะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าเพียงเพื่อตนเอง แต่เผื่อแผ่ให้แก่สังคม แก่โลก เป็นตนที่มีค่ายิ่งขึ้นไปได้อีกด้วย

สุโข ปุญญัสสะ อุจจะโย. การสั่งสมบุญนำสุขมาให้.

คนเราทุกคน ตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาก็เร่าร้องเรียกหาสิ่งที่ต้องการจากพ่อแม่ อาทิ นมแม่ ผ้าอ้อม เปล บ้าน ยาแก้ไข้และวัคซีนแก้โรค จัดเป็นหมวดหมู่ว่า ปัจจัย ๔ ต่อเนื่องจากวัยเยาว์มาแล้ว เมื่อเติบใหญ่ดูแลตัวเองได้ ก็ประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงกายเลี้ยงใจด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน แสวงหาสิ่งของจำเป็นจนถึงบำรุงบำเรอตนให้สะดวก สุข สบาย ยิ่งขึ้นตามลำดับ ตามกระแสนิยม อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถยนต์ เครื่องประดับ อาหารรสเลิศ ฯลฯ จะสังเกตได้ว่า ความอยากมี อยากได้ของเรานั้นไม่มีที่สิ้นสุด เป็นส่วนเกิน เกินกว่าคุณค่าของชีวิตหนึ่งๆที่จะต้องใช้สอย ไม่เพียงวัตถุเท่านั้น แต่สั่งสมซึ่ง โลภะ โทสะ โมหะ เข้าอีกด้วย ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความรกรุงรัง ยิ่งสั่งสม ยิ่งหนัก ยิ่งคับ ยิ่งแคบ ยิ่งทุกข์มาก ยิ่งห่างไกลความสุข

การสั่งสมอีกลักษณะหนึ่งซึ่งไม่เป็นที่นิยมในสังคมปัจจุบัน แต่เป็นการสั่งสมที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ เป็นการสะสมที่ ยิ่งสั่งสมยิ่งเบา ยิ่งโปร่ง ยิ่งโล่ง ไม่มีเกิน ไม่มีขอบเขต ควรขวนขวายเป็นนิจ นำไปความสุขสงบ สันติ และอิสระในชีวิตอย่างหาใดเปรียบ แตกต่างจากการสั่งสมแบบที่กล่าวข้างต้นโดยสิ้นเชิง

การสั่งสมนี้ คือ การสั่งสมบุญ การหมั่นประพฤติปฏิบัติตนให้ดีงาม ตามหลักการของพระพุทธศาสนา รู้จักสั่งสมบุญด้วยการแบ่งปันสิ่งของที่เหลือกินเหลือใช้ การให้นี้ช่วยลดความเห็นแก่ตัว ทำให้มองเห็นคุณค่าของผู้อื่นและมีความสุขในการอยู่ร่วมกันกับสังคม สองคือ รู้จักสั่งสมบุญด้วยการรักษาศีล มีระเบียบวินัย ปฏิบัติตามกฏของคนหมู่มาก สร้างบุคลิกภาพที่ดี และพร้อมที่จะพัฒนายิ่งๆขึ้นไป สุดท้ายต้องรู้จักสั่งสมบุญด้วยการภาวนา ฝึกอบรมจิตใจให้สูงขึ้น เกิดความบริสุทธิ์ผ่องใสจากภายใน มองเห็นทุกสิ่งรอบการได้อย่างแจ่มชัดและวินิจฉัยอย่างแยบคายด้วยปัญญา พัฒนาตนให้เป็นผู้เจริญ นำความไพบูลย์ สมบูรณ์ สุข เกษม มาสู่ตนและสังคม
สรุปความว่า การที่เราจะมีความสุขทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจ เกิดมีจากการสั่งสมบุญทั้งสามที่กล่าวไว้ข้างต้นทีละเล็กละน้อย เป็นการมองหาความสุขที่มีอยู่ใกล้ตัว สุขที่จะให้ สุขที่จะดูแลและพัฒนาตนให้สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์

จิตตัสสะ ทะมะโถ สาธุ.การฝึกจิตเป็นสิ่งที่ดี

คำสอนทางพุทธศาสนานั้น เน้นหนักในด้านการมองเห็นทุกข์ และเชี่ยวชาญในทางแห่งความสุข ภาวะแห่งการปลดเปลื้องทุกข์และเข้าถึงความสุขที่แท้ ที่ประณีต คือ การเข้าถึงหลักธรรมดาที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งตถาคตได้มองเห็นทางแห่งความจริงแล้วนำมาเผยแพร่ นำมาแสดง จัดตั้ง วางหลัก เปิดเผย แจกแจง สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งที่ดีที่พระพุทธเจ้าท่านทรงวางแนวทางไว้ เพื่อมนุษย์จักได้ดำเนินชีวิตไปตามทางอันประเสริฐนั้น

การเดินทางไปที่ใดก็ตาม เราต้องมีร่างกายที่พร้อมจะเดิน ใจมุ่งมั่นที่จะไป และมีแผนที่แม่นยำสู่เป้าหมาย ไม่ต่างกันกับ การเดินทางไปสู่สิ่งที่ดี ที่ประเสริฐตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งคือการเดินตามหลัก “อัษฎางคิกมรรค” หรือ “มรรคมีองค์ ๘ “ อันประกอบด้วย
1. สัมมาทิฏฐิ
2. สัมมาสังกัปปะ
3. สัมมากัมมันตะ
4. สัมมาวาจา
5. สัมมาอาชีวะ
6. สัมมาวายามะ
7. สัมมาสติ
8. สัมมาสมาธิ
มรรคมีองค์ ๘ ที่ว่านี้ ก็คือ หลักการฝึกตน ตามสิกขา ๓ โดยจัดหมวดได้เป็น อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา การมีศีลก็คือการทำพื้นฐานให้พร้อมซึ่งโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้า การฝึกจิต คือ การทำใจแน่ว มั่นคงสู่เป้าประสงค์ การมีปัญญาก็เพื่อวินิจฉัย ชี้นำทางที่ถูกต้องถึงที่หมาย เมื่อมีสามส่วนนี้ การเดินทางไปที่สู่สิ่งที่ดี ย่อมบังเกิดขึ้น

ในส่วนจิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการนี้ เพราะ กรรมใดจะเกิดขึ้น ย่อมต้องเกิดจากมโนกรรมเป็นขณะแรก หรือ เกิดความต้องการที่จะทำสิ่งใดสิ่งนั้นก่อน จึงลงมือประพฤติปฏิบัติ คิดหาหนทาง เช่น เมื่อเราจะเดินทางเราย่อมเกิดความคิดที่จะเดินก่อน แล้วจึงดูเหตุปัจจัยต่างๆ ถ้าไม่อยากเดิน ก็จบตรงนั้น เมื่อจิตเราน้อมที่จะเดินไปสู่ทางแห่งมรรคแล้ว จิตจะบ่มความต้องการที่จะละอกุศลทั้งหลาย เมื่อมองกลับมาที่ตัวตนจิตก็พยายามกำจัดอกุศลที่คงค้างอยู่ จิตเร้ากุศลให้เกิดพอกพูนในขณะเดียวกันจิตก็เพียรรักษาความดีให้ดำรงตลอดสืบไป

เมื่อเรามีจิตที่แน่วแน่ มั่นคง แจ่มชัดขึ้นและประกอบด้วยกุศล เราย่อมเกิดพลังที่จะทำสิ่งดีๆได้อีกมากมาย เกิดฉันทะใจรักในการกระทำ เกิดความวิริยะบากบั่นเพื่อความสำเร็จ ในขณะที่ทำก็ไม่วอกแวก ไม่ซ่านส่ายไปในสิ่งยั่วยวนรอบข้าง และไม่นิ่งนอนใจ รู้ตัวทั่วพร้อม ซักซ้อมฝึกฝนตนสม่ำเสมอ เรียกได้ว่า จิตเป็นปัจจัยแรก ท่ามกลาง และที่สุดของการกระทำของมนุษย์เรานั่นเอง ดังนั้นเมื่อเราต้องการก้าวไปสู่สิ่งที่ดีงาม การฝึกจิตให้พรั่งพร้อม มีกำลัง ฉับไว ว่องไวแจ่มชัดย่อมส่งผลสู่การกระทำอันประเสริฐทั้งหลาย เราจึงควรหมั่นฝึกสติในการอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ปล่อยให้จิตหลงไปกับกิเลส อารมณ์ที่กระทบ ฝึกนั่งสมาธิสม่ำเสมอ หรือ เมื่อกระทำการใดก็ทำด้วยสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นให้ตลอด และประกอบความเพียรในทุกสิ่งอย่าง ไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จ ลุล่วงตามประสงค์ใจหมาย
สรุปความว่า “การฝึกจิต” จนจิตดีนั้นย่อมเป็นปัจจัยให้ริเริ่มฝึกฝนพัฒนาตน ตามหลักไตรสิกขา ประคับประคองให้ดำเนินตามมรรคมีองค์ ๘ ไปตลอดรอดฝั่ง ก้าวไปสู่ทางแห่งความสำเร็จ และปลายทางที่ประเสริฐสูงสุด คือ นิพพาน อันเป็น”สิ่งที่ดี”ที่สุดทางพุทธศาสนา

Thursday, August 16, 2007

“นัตถิ อัตตา กุโต นิรัตตัง วา”สิ่งที่ยึดถือไว้ก็ไม่มี แล้วสิ่งที่ต้องปล่อยจะมาจากที่ไหนเล่า

ปฏิจจสมุปบาท


The conditional Arising and cessation of All phenomena

พระอานนท์

พระอานนท์ขณะปรารถความเพียรตลอดคืน ก่อนรุ่งเช้าก็บรรลุธรรมก่อการสังคายนาครั้งที่ ๑

กำลังมีสติอยู่จ๊ะ

ความสุขจะหาจากที่ใดหนอ ทุกวันนี้เราเริ่มหามันยากขึ้นๆ เรามักคิดว่า ความสุขของเรารอเราอยู่ข้างหน้า เราเห็นมันชัดบ้าง พล่าบ้าง ที่ข้างทางนั้น เราเห็นตัวของเราได้ไปเรียนต่อ เมื่อกลับมาเราจะมีงานการทำที่ดีกว่านี้ มีครอบครัว มีบ้านซักหลัง ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างที่คนๆหนึ่งจะทำได้ มีเวลาได้ไปเที่ยวหลายๆที่ เราอาจคาดหวังถึงการเที่ยวรอบโลก นั้นคืออนาคตที่เราวาดไว้ เราจัดเตรียม พื้นที่สำหรับความสุขมากมาย เพื่อที่ว่าวันหนึ่งในที่แห่งนั้นเราจะผสานเข้ากับความสุขได้อย่างเต็มอิ่มในท้ายที่สุด

เราสามารถที่จะมีความสุขได้ง่ายกว่านั้น ที่เราเคยได้ยินบ่อยๆว่า ความสุขอยู่ในปัจจุบัน หรือ ตื่นตัวตื่นรู้อยู่เสมอ ทั้งสองนี้มีสติอยู่เป็นพื้นฐาน ทำงานอยู่อย่างขมักเขม้น การเจริญสติจะช่วยให้เรารู้สึกถึงพลังบางอย่าง เหมือนเอามืออังบนชามข้าวต้มร้อนๆ ในคืนหนาว ละมัง พลังสตินี้จะพาเราสู่หนทางใหม่ ที่เราละเลยและปล่อยมันทิ้งไว้

ข้าวต้มร้อนๆ เมื่อปล่อยไว้ก็เย็นชืดหมด

รอบตัวเรานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์นานา ใจที่อ่อนหัดก็ชื่นชอบที่จะดื่มกินอารมณ์ด้วยความเอร็ดอร่อย บางครั้งเราเดินเพียงไม่กี่ก้าว เราคิดไปได้ไกลถึงอีกซีกโลก เดินมาแล้วไม่รู้ว่าเดินมาทำไม หรือลืมทาง นี่เองเพราะใจเรากำลังสนุกสนานกับรสอารมณ์ เราเองก็เอาใจช่วยมันซะด้วย

สติจะช่วยเราให้มารู้ตัวทั่วพร้อมที่ตัวเราจริงๆ อาจจะเป็นที่ลมหายใจ หรือร่างกายของเรา สติจะทำให้ตัวเราได้เรียนรู้อาณาเขตของความสุขแห่งใหม่ เบิกบานใจ และผ่อนคลาย เราสามารถที่จะยิ้มเพราะอิ่มจากข้างใน ถ้าเราเจริญสติตลอดวัน ความสุขในทุกวินาทีเกิดขึ้นได้จริง และจะรู้ถึงสภาวะของมันได้เฉพาะตัวเองเท่านั้น คนทั่วไปจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงจากรอยยิ้มที่ไม่จางคลายจากใบหน้าเราเลย และถามเราเสมอว่าทำไมดูมีความสุขจัง นั้นคือสัญญาณแห่งความสุขที่แท้ เมื่อมีความสุขแบบนี้ก็คือการปฏิบัติธรรม เราจะมองเห็นตถาคตยืนยิ้มให้เรา ให้กำลังใจเราอยู่ตลอด

สุขไม่ต้องความหา เพียงแค่เปิดโอกาสสัมผัสใจด้วยสติเท่านั้น ที่สำคัญมันง่ายกว่าการหาเงินมาซื้อความสุขเป็นไหนๆ เราไม่หาเงินเพื่อซื้อความสุขอีกแล้ว คงเป็นเรื่องโง่เขลาที่สุด ถ้าเรื่องราวชีวิตของใครคนหนึ่ง จะเกิดมาเพื่อเรียน ทำงาน มีบ้าน มีรถ มีลูก มีเงิน มีลูกน้อง มีโล่รางวัล มีหลาน ได้นอนโรงพยาบาลนานๆแล้วก็ตายจาก ซ้ำๆกันไป คนแล้วคนเล่า ถ้ำดำรงสติจนอยู่เสมอ เราจะให้คุณค่า ให้รางวัลกับตัวเราเองตลอดเวลาโดยจะเลือกทำงานที่มีประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและคนรอบข้าง ความสุขขณะที่ทำงานทำให้เราทำงานได้อย่างเต็มความสามารถ และมองเห็นเป้าหมายของงานและชีวิตที่ชัดเจน เปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้สนองความต้องการของสังคมไปเป็นผู้นำสังคม มุ่งไปเพื่อประโยชน์สุขที่แท้ของตน ครอบครัว สังคมและธรรมชาติ

หลังจากนี้
ถ้าเจอเพื่อนคนไหนถามเราว่า ตอนนี้เธอทำอะไรอยู่
เราก็ตอบอย่างแช่มช้าว่า กำลังมีสติอยู่จ๊ะ

เอาล่ะเอามืออังข้าวต้มมาตั้งนาน ได้เวลากินกันแล้วล่ะ



มีเพื่อนคนหนึ่งถามว่า เมื่อเรายังมีกำลัง การไปเที่ยวหาประสบการณ์จากหลากหลายแหล่ง ไม่ปล่อยให้เฉยอยู่นิ่ง ได้ไปเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมต่างๆ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เพื่อนใหม่ การได้ถ่ายรูปสวยๆหรือนั่งเขียนกลอนบรรยายความประทับใจซักบท คือ รสชาติของชีวิต อย่างนี้ถูกไหม

อันที่จริงแล้วการได้พบปะกับสิ่งใหม่ นั้นสวยงามและน่าจดจำ เราทุกคนเมื่อได้ทำอย่างนั้นก็ชื่นชอบและรู้สึกได้ว่าเราได้เปลี่ยนไปทุกครั้งที่เดินทาง เราเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ เพื่อให้เราคนเดิมมีคุณค่า กว้างขวาง มีความสุขขึ้น มีพลังพร้อมที่จะกลับมาทำงาน พร้อมที่จะกักเก็บความสุขนั้นเอาไว้ให้นานที่สุดจนกว่าจะได้ออกสู่การเดินทางครั้งใหม่

อิสระ

ถ้าฉันกำลังมอง ฉันก็จะได้เห็น
เห็นสิ่งที่สวยงามกว่าที่เคยมอง

ถ้าฉันกำลังฟัง ฉันก็จะได้ยิน
ยินสิ่งที่ไพเราะกว่าที่เคยฟัง

ถ้าฉันกำลังสูดดม ฉันก็จะได้กลิ่น
กลิ่นที่ละม่อมกว่าที่เคยดอม

ถ้าฉันกำลังลิ้ม ฉันก็จะได้รส
รสอันลุ่มลึกกว่าที่เคยลิ้ม

ถ้ากายฉันกำลังไหว ฉันก็จะได้สัมผัส
สัมผัสที่ซึมซับกว่าที่เคยไหว

หนทางเท่านี้แหละ เท่านี้แหละเอง
ที่ฉันจะโปร่งเบา เสรี สุข สันติ

และเมื่อฉันรับรู้สิ่งใด ฉันก็จะปล่อยให้ผ่านไป
อย่างแผ่วเบาและงดงาม
แล้วขณะนั้นเอง เธอจะสัมผัสได้ถึง

อิสระที่อิสระกว่าที่เคยอิสระ

บ้างไหม

เธอเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหม
ที่ว่า มีเวลาก็ไม่ใช่
ล่องลอยก็ไม่ใช่
อบอุ่นก็ไม่ใช่
หนาวก็ไม่ใช่
มีเรี่ยวแรงก็ไม่ใช่
อ่อนแรงก็ไม่ใช่ ไม่ใช่หลายๆอย่าง

ช่างผ่อนคลายเสียจริง
จะว่าสบายก็ใช่
โปร่งโล่งก็ใช่
สวยงามก็ใช่
ไหลเอื่อยก็ใช่
มั่นคงก็ใช่ ใช่ในหลายๆสิ่ง


ไม่ได้เกิดตลอดเวลา แต่มันมีอยู่ตลอดทุกขณะ
ฉันเพียงเตรียมการ ต้อนรับ และเปิดโอกาส
ชักชวนว่า “มาเถิด เธอเอ๋ย”
เมื่อเธอปรากฏตัว เธอจะนั่งอยู่ในบ้านของฉัน
ที่มุมเก้าอี้ ไล้โลมด้วยแดดอุ่นๆยามเช้า
บ้านฉันดูชื่นฉ่ำขึ้นมาทันที
เบิกบานขึ้นมาทันใด

ตั้งแต่วันนั้น
เธอก็นั่งอยู่ตรงนั้นแล
“โลกนี้จะงามอย่างไร ถ้าไม่มีเธอ”จริงอย่างคำเขาว่า
บางครั้งเธอจะแวบหายไป ฉันกระวนกระวาย
เธอก็มักเตือนสติฉันว่า
“ดูดีๆ คุณเอ๋ย” แล้วเธอก็กลับมาตรงนั้น

เธอเคยไปที่บ้านคนอื่น ฉันเคยถาม
ที่ไหนเล่าที่เธอเที่ยวไป ที่ไหนที่เธอชอบใจ
“ถ้าเธอตั้งใจใช้ชีวิต เธอก็จะพบฉัน คนอื่นๆก็เหมือนกันกับเธอนั่นแล”
เธอตอบฉัน เงยหน้าเล็กน้อยแล้วหลับตาพริ้ม

ยิ้มมุมปากของเธอสะกดฉันไว้

ไม่มีวันที่ฉันจะปล่อยเธอไป ลืมเธอเสีย ที่เผลอมองดูเธอ
“ฉันจะตั้งใจมีเธอ ”

เธอยิ้มรับ
แล้วเราทั้งสองนั่งสงบนิ่ง
ที่มุมเก้าอี้เดิม แสดแดดปรับเปลี่ยนมุม เม็ดฝุ่นน้อยๆ
ล่องลอยดุจหิ่งห้อย ริ้วม่านกระเถิบตัวเชื่องช้า
ที่นั้นฉันคิดถึงใครบางคน

เธอจะเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหม
ที่ว่า มีเวลาก็ไม่ใช่
ล่องลอยก็ไม่ใช่
อบอุ่นก็ไม่ใช่
หนาวก็ไม่ใช่
มีเรี่ยวแรงก็ไม่ใช่
อ่อนแรงก็ไม่ใช่ ไม่ใช่หลายๆอย่าง

ช่างผ่อนคลายเสียจริง

จะว่าสบายก็ใช่
โปร่งโล่งก็ใช่
สวยงามก็ใช่
ไหลเอื่อยก็ใช่
มั่นคงก็ใช่ ใช่ในหลายๆสิ่ง

ฉันเคยสัมผัสอยู่บ้างแล
เจ้าสิ่งนี้เธอคงเรียก แทนว่าความสุข ละมัง

Monday, August 06, 2007

กายของใคร

ความแก่ย่อมทำรูปที่น่ารักให้ยิ่งเศร้าหมอง
โรคร้ายย่อมขจัดเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกาย
ความตายย่อมฉุดคร่าอัตภาพ
ที่บำรุงรักษาด้วยเครื่องใช้สอยนานัปการ
ประโยชน์อะไรเล่าจะพึงมีในร่างกาย
(เตลกฏาหคาถา ข้อ ๒๙)

เรา

เราเดินเคียงข้างกัน ไม่มีใครนำ ใครตาม
เรานั่งมองกัน ไม่มีใครเป็นผู้มองหรือผู้ถูกมอง
เราหมั่นเอาใจกัน แต่ไม่ตามใจกัน( โดยเฉพาะใจของตัว)
เราไม่เคยรอกัน เพราะเราไม่เคยแยกจากกัน
เราไม่เชื่อว่านาฬิกา จะวัดเวลาความรัก
เรารักกันเท่านี้แหละ ไม่มีมากกว่านี้ น้อยกว่านี้
เราชื่นชมกันและกัน โดยการปรับปรุง แก้ไขไม่หยุดยั้ง
เราเหมือนกัน เพราะเราก็คือเรา เราก็คือไม่ใช่เรา
เราไม่เหมือนกัน เพราะความแตกต่างช่วยเติมเต็ม
เราเติมน้ำให้กัน ไม่มีใครสนใจเติมแก้วของตัว
เราอยากเห็นรอยยิ้ม เราจึงยิ้มให้กัน
เราอยากเห็นเรา มีอิสระ เราจึงบ่มเพาะอิสระในใจเรา
เรานั่งมองดูการจากไป เหมือนดั่งใบไม้ที่ปลิดจากกิ่ง
และการกลับมา ก็คือใบอ่อนที่แตกยอดออกมาใหม่
เราใกล้กันได้เสมอ ถ้าเราเข้าใจความห่าง
เราห่างกันเสมอถ้าเราไม่เข้าใจความชิดใกล้
เรารักทุกสิ่ง เพราะมันเป็นเรา
เราเป็นอิสระ ล่องลอย เชื่องช้า
เราอบอุ่น เหลือคณา
ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ทำให้เราเกิดทุกข์ขึ้นในใจ
ถ้าเราสลัดความเป็นเธอ กับ ฉัน
รักก็จะเป็นของกันและกัน เป็นของเรา
เป็นอิสระที่สัมผัสได้และน่าใฝ่หา

Thursday, May 10, 2007

ห้องเดียวกัน

คืนแรกในฐานะพระใหม่ ผมจับฉลากได้นอนห้องเบอร์ 5 อยู่ชั้นสอง เป็นกุฏิที่สะดวกสบายกว่าชั้นล่าง
เพรามีห้องน้ำในตัวและมีแมลงก่อกวนน้อยกว่า

โถงกลางเป็นทางเดินยาว สองฝากเป็นทางเข้ากุฏิ และส่วนกลาง ที่ๆพระจะได้ฉันน้ำปานะ และพูดคุยกัน
สุดทางเป็นห้องพระ ซึ่งตอนนี้ถูกดัดแปลงเป็นกุฏิพระใหม่ได้อีกสองห้อง การได้อยู่ชั้นสองก็ดีไปอีกอย่างเพราะ
อยู่ใกล้พระอาจารย์เรียกว่านอนห้องข้างๆกันเลย
นึกสงสัยจะปรึกษาอะไรก็เคาะได้ทันที
ทำให้นึกถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัยถ้าเป็นอย่างนี้บ้างก็คงจะดี

ห้องเบอร์ห้านี้ ที่ผมจับได้นี้ ยังมีพระจำอยู่แต่ในตอนนั้นท่านอาพาธ ผมเลยได้อาศัยไปก่อน
ผมไม่เคยพบหน้าและไม่รู้จักชื่อ
แต่ภายในห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือก็พอบอกได้ว่าท่านสนใจใคร่รู้สิ่งใด
มีหลายเล่มที่ผมอยากอ่าน บางเล่มก็อ่านแล้วเหมือนกัน หลายเล่มหนามากจนกลัว

คืนนั้นผมหยิบ ชาตกาล100 ปี ประวัติชีวิต การงานและหลักธรรม มาอ่านคลายเหงา
หวังว่าถ้าท่านหายกลับมาแล้วเราคงจะอ่านจบพอดี

หลังจากนั้นไม่นานท่านก็กลับมาพักที่วัดเพราะมีปัญหาเรื่องการรักษาของโรงพยาบาล
ที่ไม่มีน้ำใจต่อพระสงฆ์
พระอาจารย์บอกว่า ท่านว่า กลับมาตายที่วัดยังจะดีกว่า
ตอนแรกก็นึกเสียดายที่ผมเพิ่งขัดห้องน้ำ ซักผ้าเช็ดเท้าและซักผ้าปูเก้าอี้
แต่คิดอีกทีก็รู้สึกดีมากทีเดียว
ผมระเห็ดไปนอนห้องอื่น แต่เป็นชั้นสองเหมือนเดิม

ผมแวะไปเคาะทำความรู้จักกับท่าน
ท่านดูอ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวกและไออย่างหนัก
ผมชวนท่านไปงานปาฐกถาธรรม ของท่านติชนัทฮันท์
เร็วนี้ (แอบเห็นหนังสือ ท่านนัท ฮันท์ ในกุฏิท่านหลายเล่ม)
ท่านสนใจมาก แต่ขอดูอาการก่อน

ท่านเป็นมะเร็งที่ปอดครับ ตอนนี้ก็ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่
เมื่อวานผมเอาหนังสือสัมภาษณ์คุณหมอที่พิชิตโรคมะเร็งร้ายได้สำเร็จ
หวังให้ท่านมีกำลังใจ

แต่วันนี้ท่านพระอาจารย์แจ้งข่าว
หลังจากที่นำตัวพระท่านนั้นไปส่งโรงพยาบาลจุฬาฯกลางดึก
เนื่องจากมีเตียงว่างพอดี ซึ่งหาโอกาสนั้นได้ยากมาก
ว่าท่านเป็นมะเร็งขั้นที่ 4 แล้ว มีเวลาอยู่ได้อีก
2-6 เดือน
ท่านไม่ได้สูบบุหรี่ บวชมาสองปีแล้ว ใช้ชีวิตสมณะ
ที่เรียบง่าย
ท่านเพิ่งเริ่มป่วยเมื่อต้นปี
เดือนที่แล้วท่านยังออกบิณฑบาตร
ตามหน้าที่ ด้วยความแข็งแรง

แม้เพิ่งจะรู้จักแต่ก็รู้สึกเสียใจแทน
ทำได้เพียงร่วมกันส่งผลบุญจากการปฏิบัติธรรมให้ท่าน

จงตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท พระพุทธเจ้าว่าไว้
ท่านทั้งหลายก็พึงทำความดีให้ถึงพร้อมด้วยเถิด
เพราะพรุ่งนี้เราจะตื่นไหม มิอาจทราบได้


"ผมยืมหนังสือไปอ่านเล่มนึงครับ หลวงพี่"
"ดีๆ อนุโมทนาๆดีมากๆไม่เป็นไร"

ตอนนี้อ่านไปครึ่งเล่มแล้วครับ จะรีบคืนให้นะครับ